หน้าหลัก >> แนะนำอำเภอสันกำแพง
- ทิศเหนือ
ติดต่อเขตอำเภอดอยสะเก็ดจังหวัดเชียงใหม่และ
อำเภอแจ้ห่มจังหวัดลำปาง
- ทิศใต้
ติดต่อเขตอำเภอแม่ทา อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน
- ทิศตะวันออก ติดต่อเขตอำเภอเมืองและอำเภอสารภีจังหวัดเชียงใหม่
- ทิศตะวันตก
ติดต่อเขตกิ่งอำเภอแม่ออน



พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร
" นายกรัฐมนตรีของประชาชนที่คนสันกำแพงภาคภูมิใจ "





ประวัติความเป็นมา
         จากหลักฐานศิลาจารึกที่ต้นพบ  ณ วัดเชียงแสน
ตำบลออนใต้สันนิฐานกันว่าชาวอำเภอสันกำแพงอพยพมาจาก
พันนาภูเลาแขวงเมืองเชียงแสน   (ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดเชียงราย)  มาตั้งอยู่ริมน้ำแม่ออน โดยในสมัย พระเจ้า  ศิริลัทธัมมังกร  มหาจักพรรดิราชธิราช ได้เสวยราชเป็นกษัตริย์ครองนครเชียงใหม่ ได้โปรดให้ราชมนตรี นายหนึ่งชื่อ เจ้าอภิชวฌาณบวรสิทธิ เป็นหมื่นดาบเรือนได้มีจิตศรัทธาชักชวนบรรดาทายกทายิกาทั้งหลาย
มาประชุมกัน  เพื่อสร้างวิหารพระเจดีย์และหอพระไตรปิฎกเมื่อสร้างเสร็จแล้วขนาน
นามวัดที่สร้างขึ้นว่า  "สาลกิจญาณหันตาราม"   วัดนี้ต่อมาชาวบ้านเรียกว่า " วัดเชียงแสน"   นอกจากนั้น ชาวบ้านในหลายท้องถิ่นของอำเภอเป็นไทยยองและไทยลื้อ สำเนียงพูดของชาวบ้านในอำเภอเชียงแสน ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอเรียกว่า  " แขวงแม่ออน "   อยู่ในการปกครองของนครเชียงใหม่ 
ถึง  พ.ศ. 2445    ในรัชสมัยของพระเจ้าอินทวโรรสครองนครเชียงใหม่เกิดกบฏเงี้ยวขึ้นที่อำเภอเมืองแพร่
ที่แขวงแม่ออนมีชาวเงี้ยว 11 คน     มีอาวุธครบได้ทำการบุกปล้นโรงกลั่นสุราที่บ้านป่าไผ่  ตำบลแช่ช้าง    แล้วทำการเผาที่ทำการแม่ออนเสียหายทั้งหลัง แล้วได้หนีไปทางอำเภอดอยสะเก็ด ต่อมาในปี พ.ศ.2446
ทางราชการได้ย้ายที่ทำการแขวงแม่ออนมาปลูกสร้างที่บ้านสันกำแพง จึงได้ชื่อว่า "อำเภอสันกำแพง" มาจนถึงทุกวันนี้
ในปี พศ. 2537 กระทรวงมหาดไทยได้แบ่งพื้นที่บางส่วนของอำเภอสันกำแพงยกฐานะเป็น " กิ่งอำเภอแม่ออน "
ภูมิศาสตร์


ลักษณะภูมิประเทศ  สภาพพื้นที่เป็นที่ราบลุ่มกว้าง มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 196.69  ตารางกิโลเมตร มีลำน้ำที่สำคัญ  ลำน้ำแม่ออน ลำน้ำแม่ปูคา ลำน้ำแม่กวง เป็นแหล่งน้ำสำคัญ
ประชากร
จำนวนประชากรทั้งหมด 73,269 คน แยกได้เป็นชาย 35,394 คน หญิง 37,875 คน
การคมนาคม
เส้นทางคมนาคม อำเภอสันกำแพงติดต่อกับจังหวัดเชียงใหม่โดยทางรถยนต์ถนนสายเชียงใหม่ - สันกำแพง ระยะทาง 13 กม.


0
การปกครอง
- การบริหารราชการส่วนภูมิภาค มี 10  ตำบล 98  หมู่บ้าน
ผลผลิตทางการเกษตร
   ได้แก่ ข้าว ยาสูบ ถั่วลิสง ลำไย กระเทียม ไม้ดอก
การประมง
   ได้แก่ การเลี้ยงปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน ปลายี่สก
ประเพณี
   - ประเพณีสงกรานต์
      ประเพณีสงกรานต์ในอำเภอสันกำแพง วันที่ 13 เมษายน ถือว่าเป็นวันสงกรานต์ชาวล้านนาเรียกว่า เป็นวันสังขารล่อง    วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเนาว์ ชาวล้านนาเรียกเพี้ยนเป็น "วันเนา" วันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศก เรียกว่า    "วันพญาวัน" ซึ่งถือว่าเป็นวันเปลี่ยนจุลศักราชเป็นปีใหม่และเปลี่ยนพุทธศักราชด้วย ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการทำบุญ    สรงน้ำพระ และการรดน้ำดำหัว เช่นเดียวกัน

   - ประเพณีการกิ๋นก๋วยสลากหรือทานข้าวสลาก
      เป็นประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมานานแล้ว การทานสลากจะเริ่มในราววันเพ็ญเดือนสิบสอง    และสิ้นสุดเอาในเดือนเกี๋ยงดับ ก่อนวันทำพิธีทานสลากภัตต์ 1 วัน เรียกว่า "วันดา"    คือเป็นวันจัดเตรียมสิ่งของเครื่องไทยทาน พวกผู้ชายจะจักตอกสานก๋วย (ตระกร้า) ไว้หลาย ๆ ใบ    แล้วแต่ศรัทธาและทรัพย์จะอำนวยให้ทางฝ่ายผู้หญิงก็จะจัดเตรียมห่อของกระจุกกระจิก เช่น ข้าวสาร กระเทียม เกลือ กะปิ    ขนม อาหาร (ห่อนึ่ง) ชิ้นปิ้ง (เนื้อย่าง) เนื้อเค็ม หมาก ไม้ขีดไฟ เทียนไข สีย้อมผ้า ผลไม้ เครื่องใช้สอยต่าย ๆ    ตามแต่ศรัทธาและฐานะ เหล่านี้บรรจุลงในก๋วย ซึ่งกรุด้วยใบตองหรือกระดาษสีต่าง ๆ เมื่อบรรจุเรียบร้อย "ยอด"    คือธนบัตรผูกติดไม้เรียวยอดนี้ไม่จำกัดจำนวน วันรุ่งขึ้นเป็นวันทานสลาก ก็จะให้เด็กนำ "ก๋วยสลาก"    ไปวางเรียงไว้เป็นแถว ๆ เวลามีการ "เส้นสลาก" (ส้นสลากทำด้วยใบลานหรือกระดาษตัดแผ่นยาว ๆ จารึกชื่อเจ้าของไว้และ    บอกว่าอุทิศส่วนกุศลให้ใครบ้าง เส้นสลากนี้จะต้องเขียนให้ครบจำนวนก๋วยสลาก เมื่อชาวบ้านจะนำเอาก๋วยสลากไปที่วัด    นำเอาเส้นสลากไปรวมกันที่หน้าพระประธานในวิหาร    ผู้รวบรวมเส้นสลากมักจะเป็นมรรคนายกรวบรวมได้เท่าไรเอาจำนวนพระภิกษุสามาเณรที่นิมนตร์จากหัววัดต่าง ๆ    หารจำนวนเส้นสลากเหลือไว้ส่วนเป็นของพระเจ้ามาแบ่งให้แก่พระภิกษุสามเณร และเด็ก "เส้นสลาก"    ที่แบ่งปันให้แก่พระภิกษุ สามเณรที่นิมนต์มาจากวัดต่าง ๆ นั้น    เส้นสลากแล้วก็จะแยกย้ายไปยึดสถานที่ใดสถานที่หนึ่งในบริเวณวัดและจัดการออกสลาก การอ่านเส้นสลากดัง ๆ    เมื่อมีผู้ได้ยินหรือเพื่อนบ้านใกล้ ๆ ได้ยินก็จะไปบอกเจ้าของก๋วยสลาก เมื่อพบเส้นสลากก็จะถวาย "ก๋วยสลาก"    พระก็จะกล่าวอนุโมทนาให้พร และคืนเส้นสลากให้เจ้าของไป

   - ลอยกระทง - ตามประทีป
      เป็นประเพณีดั้งเดิมที่สืบเนื่องกันมาแต่โบราณกาล โดยก่อนที่จะถึงวันเพ็ญเดือนสิบสองใต้ (เดือนยี่เป็งเป็นของภาคเหนือ)
   พวกชาวบ้านจะจัดการปัดกวาดแผ้วถางบ้านเรือนให้สะอาดเรียบร้อยประดับด้วยธงทิวจัดเปลี่ยนดอกไม้บนหิ้งบูชาพระจัดเทียน
   ประทีปและเทียนไว้สำหรับจุดบูชาพระ ประตูบ้านก็จะนำต้นกล้วยต้นอ้อยทางมะพร้าวหรือไม้อื่นมาประดิษฐ์ทำเป็นซุ้ม ประตู
   ให้สวยงาม แล้วแต่จะคิดทำเป็นที่สะดุดตาคน เมื่อประดับประดาด้วยดอกไม้เรียบร้อยแล้วก็จะหาโคมญี่ปุ่นหรือประทีป
   มาเตรียมไว้ เพื่อจะใช้จุดไฟให้สว่างในวันยี่เป็ง
      ตามวัดวาอารามหรือสถานที่สำคัญต่าง ๆ จะจัดตกแต่งสถานที่ให้สวยงามเป็นพิเศษ ที่ซุ้มประตูของวัดจะตกแต่งด้วยดอกไม้    และโคมไฟที่สวยงาม รอบ ๆ พระเจดีย์จะจุดบูชาด้วยเทียนหรือตามประทีปไว้รอบ ๆ เพื่อเป็นการระลึกถึงพระพุทธเจ้า    นอกจากนี้ทุกวัดจะมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้าพอสายหน่อยจะมีการฟังเทศน์    พระธรรมถึงผู้เทศน์จะต้องมีเคล็ดในการเทศน์การเทศน์ให้ประชาชนฟังอย่างได้เนื้อหาทางศีลธรรมไปพร้อม ๆ กัน    ซึ่งชาวบ้านนิยมให้พระท่านเทศน์ในกัณฑ์มัทรี ชูชก (หรือเมืองเหนีอเรียกว่าตุ๊จก) กัณฑ์กุมาร มหาราชแห่งนครกัณฑ์ บางวัด    จะจัดให้มีการเทศน์จนครบ 13 กัณฑ์
      นอกจากการทำบุญฟังเทศน์แล้วจะมีการปล่อยโคมลอย ซึ่งตามประเพณีเพื่อเป็นพุทธบูชาจุฬามณีบนสวรรค์    ในตอนกลางคืนจะมีการจุดไปตามประทีปโคมไฟตามวัด และตามบ้านทั่ว ๆ ไป
      การลอยกระทง จะมีการลอยกระทงถึงสองวัน คือในวันยี่เป็งนั้นชาวบ้านจะนำกระทงเล็กที่จัดทำขึ้นด้วยใบตองกาบกล้วย    ใบและกลีบดอกพลับพลึง ไปลอยในแม่น้ำปิง กระทงใหญ่ที่จัดทำเป็นรูปต่าง ๆ    ตกแต่งอย่างสวยงามและมีการประกวดพร้อมกับขบวนแห่นั้นจะทำในวันแรม 1 ค่ำ

   - งานปอยหลวง
      ปอยหลวง คือ การทำบุญฉลองอย่างใหญ่โต เช่น เมื่อสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ โรงเรียนพระปริยัติธรรม กำแพง    สิ่งปลูกสร้างภายในวัด เมืม่อสร้างเสร็จจะทำบุญอุทิศถวายทาน
      งานปอยหลวงจะจัดทำตั้งแต่เดือน 5, 6, 7, 8 เหนือ (ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม) งานปอยหลวงนี้    จะมีการแห่เครื่องไทยทานจากหัววัดต่าง ๆ ไปร่วม เรียกว่า "แห่ครัวทาน" ขยวนแห่ครัวทานจะมีช่างฟ้อนสาวรูปร่างสวยงาม    แต่งกายแบบพื้นเมือง เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนเทียน นำหน้าครัวทาน ติดตามด้วยคณะครัวทานของแต่ละวัด    ส่วนมากการแห่ครัวทานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 15.00 น. ไปจนถึง 22.00 น. ตอนกลางคือน วัดที่เป็นเจ้าภาพจะจัดให้ม ลิเก    ภาพยนต์ การละเล่นต่าง ๆ บนเวที มีการเลี้ยงน้ำเย็น
      เครื่องดนตรีที่ใช้ในการแห่ครัวทานตามแบบเมืองเหนือประกอบด้วย กลองยาว ฆ้อมแน (ปี่) ฉว่า (ฉาบ) กลองตะหลดป๊ด    (กลองเล็กใช้ตีขัดจังหวัด เวลาจะได้ยิน ตุ๊ก ๆ ) เวลาบรรเลงจะได้ยินเสียงดังตึ่งโน..ต๊กตุ่งต๊กโนง.. จึงเรียกว่า "กลองตึ่งโนง"    นอกจากนี้ มีกลองเทิ้ง บ่อง กลองเงี้ยว กลองสะบัดชัย ตามแต่ทางวัดจะหาได้ ฆ้องกลอง จะมีทุกวัด และยังมีกลองใหญ่เรียกว่า    "กลองปูจา" ใช้ตีในเวลาที่พระลงทำวัตรเช้า เวลาที่มีการเทศน์
      ก่อนวันปอย 1 วัน จะมีการเตรียมของเรียกว่า "วันดา" (วันสุกดิบ) ในวันนี้คณะศรัทธาจะนำของมารวมกันเรียกว่า "ฮอมครัว)    และในวันแรกของงานปอยจะมีการทานธงแบบต่าง ๆ ซึ่งทางเหนือเรียกว่า "ตุง" และจ้อ" (ช่อ) ตุงยาวและจ้อจ๊าง (ช่อช้าง)    นำมาผูกติดกับเสาไม้ไฝ่ปักไว้สองข้าวทาง ที่จะเข้าสู่วัดที่จัดให้มีการทำบุญปอยหลวงไว้เป็นสัญลักษณ์ด้วย    ตอนเย็นวันเดียวกันมีการนิมนต์พระเถระอุปคุตมาไว้ที่หออุปคุต หอนี้มีแบบศาลเพียงตามีเสี่อผืนหมอนใบ น้ำต้น    (คนโทใส่น้ำ) ขันดอกไม้ธูปเทียนและก้อนหิน ที่เอามาจากแม่น้ำ ซึ่งสมมุติว่าเป็นองค์อุปคุต    การนิมนต์พระอุปคุตมาไว้ที่หอเพราะมีความเชื่อว่า ท่านสามารถคุ้มครองงานให้ปลอดภัยปราศจากเหตุร้าย
      - ปอยน้อยหรือปอยบวชลูกแก้ว
         ลูกแก้ว ทางภาคเหนือเรียกว่า "บวชพระ" คือการอุปสมบท หากเป็นผู้มีฐานะดีและบริเวณ มีการสร้างผาม (ประจำ)    ขึ้นกลางบ้าน       บ้างก็จะมีซอให้ผู้มา "ฮอมครัว) บางแห่งจะมีภาพยนต์กลางแปลงให้ชมอีกด้วย

      - แอ่วพระอุ้ม
         จะมีการทำบุญปอยน้อยนี้ เจ้าภาพจะต้องเตรียมอัฐบริขาร เช่น มุ้ง บาต พัด ผ้าสบง จีวร เตียงน้อน ผ้าห่ม ฯลฯ       จากนั้นก็จะพิมพ์ใบบอกบุญแผ่กุศล แจกจ่ายไปตามบ้านญาติสนิทมิตรสหายแทนการบอกบุญสมัยก่อนโดยการ "แอ่วผ้าอุ้ม"

      - วันดา
         การจัดงานปอยบวชนี้มีสองวัน วันแรกเป็นวันดา (วันสุกดิบ) ในวันนี้เจ้าภาพจะจัดสถานที่เสร็จแล้วจะนำเครื่องอัฐบริขาร       ของพระบวชใหม่ไปตั้งไว้โดยจะมีผู้เฒ่าผู้แก่นั่งคอยต้อนรับอยู่และเป็นผู้ให้พรแก่ผู้ที่มาฮอมครัว ซึ่งในวันนี้จะมีญาตพี่น้อง       เอาสิ่งของหรือเครื่องเงินซองมาร่วมทำบุญ ในวันรุ่งขึ้นเป็นวันบวชตามพิธีสงฆ์       แต่ในปัจจุบันการประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมักจะแต่งดาในตอนเช้า       และทำพิธีบวชในวันแต่งดานี้นอกจากจะเตรียมเครื่องไทยทานไว้ถวายพระที่นิมนต์มาร่วมในพิธีบวช ผู้บวชจะต้องโกนผม       นุ่งขาวห่อขาว ในวันรุ่งขึ้นจะมีการแห่นาคจากบ้านไปวัดเรียกว่า "แห่ลูกแก้ว"

      - การแห่ลูกแก้ว
         การแห่ลูกแก้วของทางภาคเหนือจะแต่งตัวเป็นกษัตริย์ทรงม้า มีการแห่ "ลูกแก้ว" จากบ้านไปวัด เมื่อไปถึงวัดก็จะมีการ       "ฮ้องขวัญลูกแก้ว"       คือมีการเรียกขวัญนาคนั้นเองโดยมีอาจารย์ที่มีลีลาการเรียกขวัญอย่างไพเราะเพราะพริ้งกินใจเป็นทำนองเมืองเหนือ       ตั้งแต่ตั้งครรภ์       จนทำพิธีเรียกขวัญแล้วพระสงฆ์จะทำพิธีบวชเป็นสามเณรหรืออุปสมบทเป็นพระภิกษูสมปรารถนา

      - ปอยเข้าสังฆ์
         เป็นการทำบุญให้กับผู้ที่ตายด้ยการคลอดบุตรโดยนิมนตร์พระมาสวดมนต์ฟังเทศน์ที่บ้าน       สิ่งของที่ถวายพระจะมีเรือนเล็กทางภาคเหนือเรียกว่า "ห่อผ้า" ภายในเรือนเล็กจะมีเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่าง ๆ       ที่จำเป็นแก่การครองชีพของมนุษย์ ส่วนมากจะเป็นสิ่งของที่ผู้ตายเคยใช้และชอบใช้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่       เมื่อวัดการถวายทานแล้วมีความเชื่อว่าจะสามารถนำวิญญาณของผู้ตายพ้นจากห้วยกรรมไปด้วย